ภาษาไทย

Introduction to Bhubing Palace

The Bhubing Palace is located on Doi Buak Ha, Muang District, Chiang Mai Province. It is the royal winter residence in Chiang Mai where the Royal family stays during seasonal visits to the people in the northern part of Thailand.

The palace is also the royal guesthouse for prominent state visitors from abroad. In the past Their Majesties welcomed or granted royal audience to State visitors only in the capital of Bangkok. Bhubing Palace was built in 1961. The construction started initially with only the royal resident building and the guesthouse. The other buildings were additionally built on later dates.

Bhubing Rajanives

Phra Tamnak Bhubing Rajanives was built in northern Thai architectural style called
“Ruen Mu” (Group of Houses). The building sits on stilts. The upper floor is the royal residential area while the ground floor houses the royal entourage.
The building master plan was design by Prince Samaichalerm Kridagara while Mom Rachawongse Mitrarun Kasemsri designed the building.

The construction of the Palace was undertaken by the Crown Property Bureau, under the supervision of Prince Samaichalerm Kridagara, assisted by Mom Mom Rachawongse Mitrarun Kasemsri and Mr. Pradit Yuwapukka. General Luang Kampanath Saenyakorn, the Privy Councilor was assigned to lay foundation stone on August 24, 1961 at 10.49 am. The Construction took 5 months to complete. The first royal visitors to stay at the palace were King Federick the Ninth and Queen Ingrid of Denmark on their royal visit to Thailand in January 1962


     
View Virtual Reality Scene 1, Scene 2 , Scene 3  
 
 

 

English

พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์

ณ ดินแดน ที่เป็นเสมือนทิพย์วิมาน ในเทพนิยาย หรือสวรรค์บนพื้นแห่ง พิภพยามเช้าในฤดูหนาว กลุ่มสายหมอก จะลอยพาดผ่านยอดดอยแห่ง พระตำหนักฯ หมู่มวลดอกไม้นานาพันธุ์ จะคลี่กลีบดอกงามรับสายหมอก และท่ามกลางแสงแห่งตะวัน ดอกกุหลาบหลากสีต่างเบ่งบาน กลีบอันสดใส ดูแล้วงดงาม ซึ่งยากยิ่งในอัน ที่จะพบได้จากที่แห่งใด ในผืนแผ่นดินไทย นอกจาก ณ พระตำหนักแห่งนี้ “พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์”


ดุจลอยฟ้าดั่งทิพย์วิมานทอง แห่งอินทร์พรหม
สองเศกสนององค์ท้าวไท แสนเพลินสุขสม สดับแต่เสียงเพลง
วิหคร้องมาไกล ช่วยกล่อมขวัญทุกวันเพลิดเพลินสมใจ
ก่อนนี้เคยอยากชมเขางาม ตามหุบผาพงไพร ได้มาเห็น”ภูพิงค์”
แพรวพราย สวยจริงดอกไม้สะพรั่งบานทั้งปี ดูหลากสีเรียงราย
โชยกลิ่นหอมอวลอบ ชื่นใจ สมใจก่อนเคยชมเขางาม
ยามอ่อนแสงอำไพ ได้มาถึงดอยปุยเย็นกายสุขใจจริง เด่นแท้ตระหง่าน
บานท้าลม ชมอ้างว้างเดียวดาย คราหมดแสงดวงสุริยา ดุจลอยฟ้า
อยู่ชิดเดือนเคียงดาว หากลมพัดหนาว ปวดร้าวคราวขึ้นมา
สำราญนั่งล้อม ไฟอุ่นฟังเสียงเพลง ชมหมู่แม้วลีลา ช่วยลืมหนาว
ให้เราเพลิดเพลิน “ เพลินภูพิงค์”

พระราชนิเวศน์แห่งนี้ ตั้งอยู่บนดอยบวกห้า ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ความสูงจากระดับน้ำทะเล ๑,๓๗๓.๑๙๗ เมตร ในเนื้อที่โดยรอบพระตำหนักประมาณ ๔๐๐ ไร่ นั้น แบ่งเป็นบริเวณที่ เปิดให้นักท่องเที่ยว ได้ชื่นชมประมาณ ๒๐๐ ไร่ คำว่า “ดอยบวกห้า” เป็นชื่อเรียก ตามคำพื้นเมือง ดอยหมายถึงภูเขา บวกหมายถึง หนองน้ำ ห้าหมายถึงต้นหว้า หมายความว่า ที่ยอดดอยแห่งนี้มี หนองน้ำอุดมไปด้วยต้นหว้า ขึ้นปกคลุม ทั่วบริเวณหนองน้ำนั้น พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น ในปีพ.ศ. ๒๕๐๔ และพระราชทานนาม พระตำหนักองค์นี้ว่า ภูพิงคราชนิเวศน์ โดยทรงเลือกจาก หนึ่งใน ๒ ชื่อ ซึ่งสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อครั้งเป็นที่ พระศาสนโสภณ เป็นผู้คิดชื่อถวาย คือ “พิงคัมพร” กับ “ภูพิงคราชนิเวศน์” พระตำหนักแห่งนี้ ใช้เป็นที่ประทับในโอกาส ที่เสด็จ พระราชดำเนิน แปรพระราชฐาน มาประทับแรม ที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อทรงงาน และเยี่ยมเยียนราษฎร ในเขตภาคเหนือ รวมทั้งเพื่อรับรอง พระราชอาคันตุกะ ที่เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรี กับไทยในโอกาสต่างๆ การที่ทรงเลือกสร้าง ที่จังหวัดเชียงใหม่ เนื่องจากมีอากาศเย็นสบาย ภูมิประเทศสวยงาม อีกทั้งเคยเป็นเมืองหลวงมาก่อน ผู้คนพลเมืองยังดำรงรักษา จารีตขนบธรรมเนียม ประเพณีอันดีงามไว้

พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ มีลักษณะเป็นแผนผัง แบบเรือนไทยภาคกลางที่เรียกว่า “เรือนหมู่ ” มีรูปแบบสถาปัตยกรรม เป็นไทยประเพณีประยุกต์ ก่ออิฐถือปูน ยกพื้นสูงหลังคาทรงไทย ภายในประกอบไปด้วยท้องพระโรง ห้องเสวย ห้องบรรทม และห้องสรง สำหรับพระราชอาคันตุกะ ตั้งอยู่คนละด้านมีเฉลียงใหญ่ และพลับพลาหอนกเป็นที่ประทับ ทอดพระเนตรทัศนียภาพ ของเมืองเชียงใหม่ ชั้นบนเป็นที่ประทับ ชั้นล่างเป็นที่อยู่ของมหาดเล็ก และคุณข้าหลวง ออกแบบแปลน โดยหม่อมเจ้า สมัยเฉลิม กฤดากร สถาปนิกพิเศษ กรมศิลปากร ออกแบบรูปด้าน โดยหม่อมราชวงศ์ มิตรารุณ เกษมศรี และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สำนักงานทรัพย์สิน ส่วนพระมหากษัตริย์ดำเนินการก่อสร้าง โดยมีหม่อมเจ้า สมัยเฉลิม กฤดากร เป็นผู้อำนวยการก่อสร้าง หม่อมราชวงศ์มิตรารุณ เกษมศรี และนายประดิษฐ์ ยุวพุกกะ จากกองสถาปัตยกรรม กรมศิลปากรเป็นผู้ช่วย และได้ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้พลเอกหลวงกัมปนาท แสนยากร องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ ในการวางศิลาฤกษ์พระตำหนักเมื่อ วันพฤหัสบดีที่ ๒๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๔ เวลา ๑๐ นาฬิกา ๔๙ นาที

การก่อสร้างพระตำหนักใช้เวลา ๕ เดือนก็แล้วเสร็จ จากนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หม่อมราชวงศ์มิตรารุณ เกษมศรี เป็นทั้งสถาปนิก และมัณฑนากรออกแบบ ตกแต่ง ภายในพระตำหนัก ทั้งในส่วนที่ประทับและส่วนที่ใช้รับรอง พระราชอาคันตุกะทั้งหมด โดยออกแบบให้เป็นแบบไทยประยุกต์ ดัดแปลงให้เหมาะสมกับการใช้แบบสากลมากขึ้น และได้ใช้พระตำหนัก ในการรับรอง พระราชอาคันตุกะ เป็นครั้งแรกคือ สมเด็จพระเจ้าเฟรดเดริคที่ ๙ และ สมเด็จพระราชินีอินกริต แห่งเดนมาร์ก เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๐๕ หลังจากนั้นก็มีประมุขของประเทศต่าง ๆ เป็นพระราชอาคันตุกะ มาประทับและพักที่ พระตำหนักภูพิงค์ฯ ในเวลาต่อมา อีกหลายประเทศ เช่นสมเด็จพระนางเจ้าจูเลียน่า และเจ้าชายเบอร์ฮารท์ จากประเทศเนเธอร์แลนด์ สมเด็จพระราชาธิบดีโบดวง และพระราชินีฟาบิโอล่า แห่งประเทศเบลเยี่ยม ฯลฯ เป็นต้น ส่วนตัวอาคารอื่น ๆ ได้มีการก่อสร้าง เพิ่มเติมขึ้นภายหลัง

 


     
ชมภาพ ๓๖๐ องศา แบบเสมือนจริง ภาพที่๑ , ภาพที่๒ , ภาพที่๓